เอ วราวุธ ผู้บริหารที่... ไม่เคย ประสบความสำเร็จ

“ไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพียงแต่ว่าตัวเองจะทำทุกโอกาสที่เข้ามาให้มันดีที่สุดนะครับ แล้วก็พยายามปรับไปเรื่อย เรียนรู้ไปเรื่อย ผมทำถูกมาบ้าง แต่ก็ต้องบอกว่า ทำผิดมาก็เยอะ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราเรียนรู้จากสิ่งที่ผิด แล้วก็ปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้นครับ”

นี่คือประโยคปิดการสนทนากับ คุณเอ-วราวุธ เจนธนากุล บอสแห่ง บริษัท เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์  โจทย์การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ทีมงานตั้งโจทย์ไว้ในใจว่า อยากสัมภาษณ์เจ้านายตัวเอง ในมุมที่คนอื่นยังไม่เคยรู้ และเจ้านายไม่เคยไปเล่าให้ใครฟังมาก่อน นี่จึงเป็นที่มาของ Interview บทนี้ พร้อมกับเชิญ “พี่เอ” ของเรา ลงมาพูดคุยกันในมุมสบายๆ ฟีลน้องๆอยากจับเข่าคุยกับพี่ชายตัวเอง.....

___________________________________________________________________________________________________________________________________


ให้พี่เอเล่าถึงความเป็นมาของตัวเองหน่อย วัยเด็กเอย อะไรเอย...
เป็นเด็กที่เกิดมา เป็นลูกคนโตครับ พ่อแม่ก็จะค่อนข้างเข้มงวดหน่อย ตอนเด็กๆเรียนอัสสัมชัญ ก็ผู้ชายล้วน ก็ทำอะไรที่แบบ เด็กผู้ชายเยอะๆรวมตัวกันทำ ก็มักจะทำอะไรในสิ่งที่สนุกๆกัน อาจจะได้เพื่อนๆที่ค่อนข้างใส่ใจในการเรียน ก็พาก็ช่วยกันไปเรียน ก็เลยตามเพื่อนๆกัน ถือว่าโชคดีที่เพื่อนดี ^^

แล้วแบบนี้ พี่เอ เรียนเก่งมั้ย?
พี่ไม่ได้ค่อยเก่งมาก แต่ว่าก็พอทำได้นะครับ เพียงแต่ว่า พี่ตั้งใจเรียนวิชาที่มันคิดว่าเราต้องเอามาใช้มากกว่า เราเรียนหลากหลายวิชามากเลยครับ ถ้าเราตั้งใจว่า เออ! วิชาเนี้ย เราจำเป็นต้องเอามาใช้ในอนาคตเพื่อทำมาหากิน ก็ตั้งใจเรียนเถอะครับ พี่ว่ามันไม่ได้ยากเกินความสามารถ มันอาจจะไม่ได้ง่าย แต่พี่ก็ใช้คำว่า มันไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้แล้วกัน

แล้วอาชีพที่ใฝ่ฝันในวัยเด็กคืออะไรเหรอคะ?
จริงๆเป็นอาชีพที่พี่ทำมาก่อนหน้านี้ พี่ทำเป็น Investment Banker  ก็คือ ที่ปรึกษาทางการเงินบริษัทใหญ่ๆ เอาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นอาชีพในฝันเลย แล้วก็ได้มีโอกาสไปทำแล้ว ทำมาประมาณ 5 ปี กว่าๆ ก็สนุกดีครับ เพียงแต่ว่า เอ่ออ อาจจะทำจนมาถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราได้ทำดีลใหญ่ๆไปแล้ว ก็เลยอาจจะอิ่มตัว จนมีโอกาสจับพลัดจับผลู มาเป็นพิธีกร และจนมาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ นี่แหละครับ

เด็กที่เรียนจบแล้วทุกคน ต้องผ่านการสัมภาษณ์งาน พี่เอจำความรู้สึกแรกที่ถูกสัมภาษณ์งานได้มั้ยคะ เป็นยังไงบ้าง?
โอ้ยยย..ถ้าสัมภาษณ์งานครั้งแรก ต้องย้อนไปปี 2541 คือปีที่เรียนจบพอดี ช่วงปี 2540 เราลอยค่าเงินบาท เศรษฐกิจเมืองไทยแย่มาก พอ 2541 พี่เรียนจบมา ก็ไปสัมภาษณ์งาน จำได้ว่าสัมภาษณ์งานแบงค์ญี่ปุ่นแบงค์นึงครับ สัมภาษณ์ไปจนถึง 2 คนสุดท้ายละ คนที่แข่งกับพี่ คือคนที่อายุ 35  ในขณะที่ตอนนั้นพี่อายุ 21 จบมาใหม่ๆเล้ย คนอายุ 35 เค้ามีประสบการณ์ด้านนี้มาสิบกว่าปี เผอิญเค้าโดน Layoff พูดง่ายๆ เค้าตกงานมา แต่เค้ายอมลดเงินเดือนให้เท่าเด็กจบใหม่ จำได้ว่าสัมภาษณ์เสร็จ นี่แหละ หัวหน้าฝ่ายบุคคล เค้าก็บอกว่า 'จริงๆน้องเป็นเด็กที่มีศักยภาพนะ เพียงแต่ว่า พี่มีทางเลือกที่ดีกว่า เพราะฉะนั้น ตำแหน่งนี้ เสียใจด้วย น้องไม่ได้ แต่เป็นอีกคนได้' อืมมม...เราก็รู้สึกเลยว่า จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ว่า บางอย่างมันก็ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ ความสามารถอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่จังหวะและโอกาส วันนั้นสิ่งที่เรียนรู้มาคือ ถ้าเรามีโอกาส เราก็จะพยายามทำทุกโอกาสให้ดีที่สุด

แบบนี้เรียกว่า ตอนนั้นตกงานมั้ยคะ?
ก็ไม่ได้ตกงานหรอกครับ เพียงแต่ว่า..แค่ไปสัมภาษณ์ ในตำแหน่งที่เราว่าน่าจะทำได้ดี และน่าจะได้ ปรากฏว่ามันไม่ได้ แค่นั้นเอง (ยิ้ม) ถามว่าตกงานมั้ย ก็ค่อยๆไต่เต้า ไปเป็นพนักงานชั่วคราว ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ ของบริษัท แม็คโคร ได้เงินเดือนแค่เดือนต่อเดือน ไม่ได้ benefit เพิ่มเติมอะไร ก็ค่อยๆไต่ขึ้นมา ค่อยๆทำ จริงไม่ค่อยเป็นคนเลือกงาน เพราะว่าตอนนั้นคือ อย่างที่บอกโอกาสมันน้อย และตัวเราเอง เราอยากมีประสบการณ์ เราก็ไม่เลือกงาน

อยากให้พี่เอเล่าให้ฟัง ตอนที่ตัวเองยังเป็นพนักงานคนนึงอยู่..
พี่ก็เริ่มจากตำแหน่งล่างๆเลยครับ ภาษาคือ Analysis พูดง่ายๆ คือทำทุกอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่าง แล้วก็โตขึ้นมาเป็น Associate  แล้วก็ขยับมาขึ้นมาเรื่อยๆ อยู่กับตัวเลข อยู่กับบริษัทใหญ่ๆ อยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่เรียนจบมาเลย

ไลฟ์สไตล์พี่เอ เป็นยังไงคะ?
อืมมม.ไลฟ์สไตล์พี่หรอ พี่เป็นคนง่ายๆมากเลยอ่ะ เป็นคนที่ชอบอยู่กับความเงียบ ปกติแล้วเนี่ย ชีวิตการทำงานต้องเจอคนค่อนข้างเยอะ พูดค่อนข้างเยอะ ถ้ามีเวลาว่างอยู่บ้าน ก็อยากจะอยู่เงียบๆนิ่งๆมากกว่า

พี่เอ ดูเป็นคนขรึมๆ ตัวจริงขรึมมั้ย?
แล้วแต่ช่วงมากกว่านะ แล้วแต่โอกาส แล้วแต่ละสถานการณ์ อาจจะขรึมกับคนที่อาจจะดูแปลกหน้าหน่อยแล้วกัน อาจจะคนที่ไม่สนิท ก็อาจจะขรึมๆใส่ แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักกันดี ก็จะกันเองมากๆครับ 

สมมติว่าพวกเราเป็นเพื่อนสนิทพี่เอแล้ว จะเห็นพี่เอในมุมไหนเอ่ย?
ก็จะเป็นคนชอบหยอกล้อ อาจจะกวนประสาทชาวบ้าน ยิ่งถ้าในกลุ่มเพื่อนๆ ก็จะเรียกกันว่า  กวน...ใส่ อะไรอย่างนี้แหละครับ อ่า..ก็เซ็นเซอร์ตัวเองไปด้วย (555) พี่เป็นคนง่ายๆเลย ชอบสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้างมากกว่า  ชอบสนุกสนานนะครับ แต่ว่าเผอิญพอมารับบทบาท ในแต่ละหน้าที่ก็จะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันครับผม


   


งั้นถ้าเป็นคนไม่ขรึม ต้องโชว์ยิ้มให้ดูได้!!
พี่ยิ้มไม่ค่อยเป็นด้วยซ้ำไป จริงๆต้องบอกว่าเวลาถ่ายรูป แล้วพี่เป็นคนไม่ค่อยยิ้มถ้าใครสังเกตนะ ทีมงานถ่ายรูปจะรู้ว่า เป็นคนไม่ค่อยติดยิ้มสักเท่าไรครับ เพราะว่า หนึ่ง เริ่มอายุเยอะ แล้วยิ้มมากๆ เดี๋ยวจะเห็นร่องรอยซะเยอะนะครับ ก็ถ้าจะยิ้ม ก็ยิ้มมมม ^-^  ประมาณแบบนี้ครับ

พี่เอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นพิธีกรให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะ เป็นคนพูดเก่งแค่ไหน
อืมมม..จริงๆก็เหมือนทุกๆคนนะครับ เวลาสมัยที่ต้องออกไปพรีเซ้นต์หน้าชั้น พี่ว่าทุกคนโดนหมดแหละ พี่เป็นคนนึงที่ตื่นเต้น บางทีก็มือสั่น จับไมค์แล้วมือสั่น สั่นแบบเจ้าเข้าเลย ความรู้สึกเหมือนทุกๆคนแหละครับ แต่ถ้ายิ่งฝึกซ้อม ยิ่งได้พูดบ่อยๆมันก็จะดีขึ้น โชคดีที่ตอนเด็กๆคุณพ่อพี่ ต้องบอกว่าคุณพ่อเป็นคนฝึกให้พูดต่อหน้าคนในครอบครัว ต่อหน้าแม่ ต่อหน้าน้องๆ ต่อหน้าญาติๆ แค่นี้ก็ยากแล้วนะ พี่ว่าเป็นอะไรที่โคตรยากเลยสำหรับเด็กๆตอนนั้น จำได้ว่าคุณพ่อ จะฝึกให้พูดทุกๆวันเกิดตัวเอง ทุกวันเกิดน้อง ทุกวันเกิดพ่อแม่ แล้วเราก็พูดถึงความรู้สึกเรา โอ้ เราก็รู้สึกว่ายากนะ พอโตมาก็มีโอกาสพรีเซ้นต์งานมากขึ้น ตามวิชาที่เราเรียนรู้ ก็สนุกไปกับมันครับ ฝึกคอนโทรล ซึ่งแต่ละครั้งพี่เชื่อว่าทุกคนมีความตื่นเต้นอยู่แล้ว ปัจจุบันทุกวันนี้ เวลาขึ้นไปเป็นพิธีกรงานอีเว้นท์ต่างๆ บางทีก็ตื่นเต้น แต่ก็ต้องคุมให้อยู่ พี่ว่ายิ่งฝึกฝน ก็จะยิ่งมีโอกาสทำได้ดีมากขึ้น


   


พี่เอจำวันแรกที่เป็นพิธีกรได้มั้ยเอ่ย มีอาการเขินกล้องอะไรมั้ย?
โอยยย .. พี่ออกรายการครั้งแรก 10 ปีก่อน พี่ก็เขินกล้อง อย่าเรียกว่าเขินกล้องเลย พี่คิดว่า…ด้วยรายการที่พี่ทำ มันไม่มีสคริปท์ คือคุณผู้ชมที่เห็นพี่พูดๆอยู่มันไม่สคริปท์ เพราะฉะนั้นเวลาคิดมันก็จะมีความช้า เช่น ส..วั..ส..ดี..ครับ..คุณ...ผู้..ชม..ขอ..ต้อน..รับ..คุณ..ผู้..ชม..เข้า..สู่.. (พูดเสียงลากยาวๆช้าๆยืดๆกดเสียง) มันก็จะมีจังหวะช้าๆ พอพี่มาเห็นตัวเองครั้งแรก ก็จะแบบ…ใครวะเนี่ย เออ หน้าเหมือนเราจังเลย แต่พูดช๊า..ช้า พูดเป็นหุ่นเลย ก็จะรู้สึกแปลกๆตัวเองนิดนึง พี่เริ่มต้นจากจุดนั้นแหละ แล้วก็ค่อยๆดูตัวเอง ค่อยๆพูดมาเรื่อยๆ จริงๆปกติเป็นคนพูดเร็วมาก ไม่รู้ว่าที่บ้านเวลามันรีบมากไปหรือเปล่า  สงสัยนาฬิกาที่บ้านพี่เดินเร็ว เลยต้องพูดเร็ว ทุกวันนี้ก็ยังติดพูดเร็วอยู่ (หัวเราะ)

สำหรับพี่เอ ตอนนี้เรียกว่าประสบความสำเร็จได้หรือยังคะ
เอาพูดตรงๆนะ พี่ไม่เคยคิดว่าชีวิตพี่ประสบความสำเร็จ ชีวิตพี่มีแต่ต้องก้าวไปเรื่อยๆ พี่มีโอกาสก้าวไป อาจจะ… ถ้าเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน อาจจะไกลกว่าคนรุ่นเดียวกันมั้ง นิดนึง แต่พี่ว่า ถ้าถามความสำเร็จมันคงยังไม่สำเร็จ เพราะว่าในทุกๆจังหวะธุรกิจมันมีอะไรที่ต้องเรียนรู้ มันมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอด ธุรกิจเนี่ย ถ้าหยุด หรือปรับตามสภาพแวดล้อมไม่ทัน ธุรกิจคุณหายไปได้เลย





ธุรกิจ กับ โอกาส
ทุกคนเรียกร้องหาโอกาสหมด แต่ทุกคนก็ไม่รู้หรอกครับว่า การเตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสนั้น สำคัญ หลายๆคนก็จะบอกว่า โอ้ย!!เนี่ย ชีวิตฉันๆไม่มีโอกาสเลย พี่ก็จะตั้งคำถามว่า แล้วถ้าวันนั้นโอกาสมาถึงคุณ คุณทำได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ คุณไม่มีความสามารถทำ พี่ก็จะไม่เรียกว่านั่นคือโอกาสนะครับ เพราะคุณจะทำให้โอกาสนั้น ผ่านเลยคุณไป โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย

สมมติว่าตอนนี้ พี่เอ ไม่ใช่พิธีกร แล้วก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ เซ้นส์ คิดว่าตอนนี้ตัวเองจะทำอะไรอยู่?
อืมมมม..ถ้าต้องไม่ทำงานเลยได้มั้ย ถ้าไม่ต้องทำงานเลยนะ พี่อยากเป็นนักท่องเที่ยว พี่อยากจะไปดูโลกมากกว่า พี่ว่าการได้ดูโลก นี่มันทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ ได้เห็นอะไรที่มันแตกต่าง บางทีอาจจะได้แรงจูงใจ ได้แรงบันดาลใจในการที่จะทำอะไรใหม่ๆ ก็ได้ ก็คงอยากเป็นนักท่องเที่ยวมั้งครับ

งั้นขอถามอีกข้อนึงนะคะ อีก 20 ปีข้างหน้า พี่เอ ...
พี่เอ : ปัจจุบันอายุ 42 อีก 20 ปี ข้างหน้าก็ 62 อ่ะหรอ?
ทีม : เป็นใครดีคะ เป็นคุณลุง หรือว่าจะเป็นคุณพ่อมั้ยคะ

พี่เอ : โหว 62 พี่ยังนึกตัวเองเป็นคุณพ่อไม่ออกเลยอ่ะ (555) แต่ว่าก็ ก็คงเป็น..ผู้ใหญ่คนนึง ที่สามารถถ่ายทอด เรื่องราว หรือแบ่งปันเรื่องราวต่างๆให้คนรุ่นหลังมากกว่า ตอนนั้นคงไม่ได้คิดถึงอนาคตตัวเองสักเท่าไร คิดถึงคนรุ่นต่อไปมากกว่า ว่าคนรุ่นต่อไปจะทำอะไรมากกว่า อาจจะอยู่ชื่นชมความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ๆ แล้วก็แบ่งปันประสบการณ์ที่สั่งสมมา 62 ปี ก็ได้มั้งครับบบบ

พี่เอ เป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จ อยากพูดอะไรถึงความสำเร็จในครั้งนี้ หรืออะไรในชีวิตที่ทำให้ พี่เอ มาอยู่ในจุดนี้ 
พูดตรงๆนะ พี่ไม่เคยคิดว่าชีวิตพี่ประสบความสำเร็จนะ ชีวิตพี่มีแต่ต้องก้าวไปเรื่อยๆ พี่ว่า..พี่มีโอกาสก้าวมาขนาดนี้ ถ้าเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน อาจจะไกลกว่าคนรุ่นเดียวกันมั้ง นิดนึงง แต่พี่ว่า ถ้าถามความสำเร็จ มันคงยังไม่สำเร็จ เพราะว่าในทุกๆจังหวะของธุรกิจเนี่ย มีอะไรที่ต้องเรียนรู้ มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอด ธุรกิจเนี่ย ถ้าหยุด หรือปรับตามสภาพแวดล้อมไม่ทัน ธุรกิจคุณหายไปได้เลย ถ้ามีโอกาสต้องปรับตัวตลอดเวลา เราต้องทันยุคทันสมัย อย่างที่บอก ไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ นี่ไม่ได้ พูดให้มันดูหล่อๆนะ.. แต่จริงๆ ไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเลย เพียงแต่ว่า ตัวเองจะทำทุกโอกาสที่เข้ามาให้มันดีที่สุด แล้วก็พยายามปรับไปเรื่อย เรียนรู้ไปเรื่อย พี่ทำถูกมา..บ้าง แต่ก็ต้องบอกว่าทำผิดมา..ก็เยอะ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราเรียนรู้จากสิ่งที่ผิด แล้วเราก็ปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้นครับ

สุดท้ายจริงๆค่ะ.. พี่เอ มีอะไรอยากบอก 'เอ-วราวุธ' ในวันนี้มั้ยคะ ในฐานะคนธรรมดาที่อยากบอก 
พี่เอ : หมายถึงอะไร บอกตัวเองหรอ?
ทีม : ใช่ค่ะ บอกตัวเองเลยค่ะ สมมติว่า พี่เอ เป็นคนอื่น แต่อยากบอกกับคนที่ชื่อ วราวุธ คนนี้จังงง

พี่เอ : อ๋อออ อยากบอก... โอ้ย! มึ.. เหนื่อยแล้ว มึ.. พักเหอะ ไม่! บางทีเหนื่อย คือพี่ว่า บอกทุกคนแหละครับ
ถ้าเหนื่อย ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ผมว่าก็อย่ายอมแพ้ ถามว่าทำไมผมชอบพูดแบบนี้ ... ผมจบมา ผมก็หางานอยู่ 2 อาทิตย์อ่ะ 2 อาทิตย์ที่บอกว่าไปสัมภาษณ์ๆ หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้พักอีกเลย ผมก็ทำงานมาโดยตลอด ทำงานจนจบ แล้วก็สมัครเรียน เรียนได้ก็ไปเรียนต่อ เรียนต่อกลับมา ไม่ถึงอาทิตย์ ก็ต้องทำงานต่อละ ผมเลยยังไม่มีโอกาสแบบ แบบขอโทษนะครับ แบบ..หยุดพัก สักเดือน 2 เดือน ไปเที่ยวหาแรงบันดาลใจอะไรให้ชีวิตแบบเนี้ย ไม่เคยเลยครับ ชีวิตก็มีแต่แบบ มาถึงก็ ก็ทำงาน ไม่ได้อยากให้ทุกคนเป็นแบบผมนะฮะ แค่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าเราจะทำงานจนจุดไหน ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ ถ้าเรารู้สึกว่า เหนื่อยล้า ก็ลองพักดูบ้าง พอมีพลังกลับมาแล้ว ก็ทำทุกอย่างให้เต็มที่ ทุกโอกาส เพราะทุกคนเรียกร้องหาโอกาสหมด แต่ทุกคนก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าการเตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสนั้นสำคัญ หลายๆคนก็จะบอกว่า โอ้ยเนี่ย ชีวิตฉันไม่มีโอกาสเลย ผมก็ตั้งคำถามว่า แล้วถ้าวันนั้นโอกาสมาถึงคุณ คุณทำได้หรือเปล่า ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณไม่มีความสามารถทำ ผมก็จะไม่ได้เรียกว่านั่นคือโอกาส เพราะคุณทำให้โอกาสมันผ่านคุณไป โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย.








ไม่ง่ายเลย ที่จะมีโอกาสดีๆแบบนี้ ได้นั่งพูดคุยกับเจ้านายตัวเอง แบบพี่ชายเล่าให้น้องฟัง ฟังชีวิตวัยเด็กของพี่เอ การคุยกันรอบนี้ได้สัมผัสความมุ่งมั่น การฟันฝ่าอุปสรรคของพี่เอ รวมถึงมุมมองการทำธุรกิจที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองสักวินาทีเดียว จากสัมภาษณ์นี้ ก็สะดุดคำพูดของพี่เอที่ว่า “ไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพียงแต่ว่าตัวเองจะทำทุกโอกาสที่เข้ามาให้มันดีที่สุดนะครับ แล้วก็พยายามปรับไปเรื่อย เรียนรู้ไปเรื่อย”  นั่นหมายความว่า พี่เอ จะยังไม่หยุด และพร้อมจะหาความรู้ไปอีก แบบไม่มีวันจบสิ้น...




ทีมประชาสัมพันธ์ เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด